HOME Soc-Anp Alummi Soc-Anp37
Home Webboard ทำเนียบรายชื่อ Link
News
อีกบทหนึ่งของชีวิต // สังคมวิทยา-มานุษยวิทยานอกตำรา l กว่าจะมาเป็น Soc-Anp l ที่มาที่ไปของเสื้อเมเจอร์

ฉันและเขาบนโลกแห่งความหวัง วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ฉันเพิ่งกลับขึ้นมาจากบ้านที่ระยองเพื่อมาสานต่องานวิทยานิพนธ์ที่ต้อง
หยุดชะงักไปเกือบ 2 เดือน หลังจากที่ฉันป่วยเป็นมาลาเรีย…ต้องพักฟื้นให้เรี่ยวแรงกลับมาเหมือนเดิม ตั้งแต่วันที่ 31พฤษภา จนถึง
วันที่ 17 กรกฏา ฉันไม่ได้เก็บข้อมูลสนามและทำงานวิจัย ต่อเลยเพราะความทุกข์ทรมานด้วยอาการไข้หนาวสั่น
ฉันถูกส่งเข้าโรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีในเวลาเกือบเที่ยงคืน ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงมือผู้เชี่ยวชาญที่เราเรียกว่าหมอ…

ฉันได้รับการดูแลรักษาจากสถานพยาบาลแห่งนี้ตามธรรมดาที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ช่วงเวลานั้นฉันได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดจนสมองจะระเบิดและสิ่งที่เขาเรียกว่าไข้ป่านั้นเป็นอย่างไร… ซึ่งเมื่อมาคิดอีกทีก็เป็นบทเรียนที่ดี
ของฉัน ทำให้ได้รับรู้ว่าชาวกะเหรี่ยงเขาทรมานขนาดไหนเจ็บปวดเพียงใด …ใครไม่ป่วยก็ไม่รู้แน่นอน

ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าซึ่งทางการแปะป้ายว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน
เป็นธรรมดาของพื้นที่ป่าในเขตชายแดนไทย-พม่าที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่แล้ว ชาวบ้านก็มองว่าเป็น
เรื่องปกติ “เป็นไข้ก็กินยา แล้วก็พัก หายป่วยก็ไปทำงานต่อ เกิดเป็นคนกะเหรี่ยงก็ต้องทนแดด ทนฝนอย่างนี้แหละ” ลุงคนหนึ่งบอกกับฉัน
และฉันก็ได้สัมผัสกับตาตัวเองว่า “พวกเขาช่างทนอะไรเช่นนี้ ฝนจะตกแดด
จะออกก็ต้องทำไร่”

ส่วนไข้ป่านั้นเป็นเหมือนญาติสนิทที่แวะเวียนมาหาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ครั้งที่ฉันเป็นมาลาเรีย น้องชายคนหนึ่งพูดทีเล่น
ทีจริงกับฉันว่า “พี่ยังไม่ชินกับการอยู่ในป่า” พี่สาวที่ฉันนับถือก็พูดว่า “มาอยู่แค่เดือนเดียว มาลาเรียกินแล้วเหรอ”

ฉันได้รับรู้ว่าคำพูดที่พวกเขาบอกนั้นเป็นสิ่งคุ้นชินที่อยู่แวดล้อมเขา เมื่อเจ็บป่วยเป็นไข้พวกเขาก็ทรมานไม่ต่างจากฉัน
ก็มีการรักษาเบื้องต้นด้วยสมุนไพรป่า ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ต้องรีบส่งเข้าโรงพยาบาลโดยด่วนบางคนก็ทนให้ถึงที่สุดจึงจะไปหาหมอ ฉันมาอยู่ที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงนี้ทำให้ได้เข้าใจถึงชีวิตของคนกะเหรี่ยงซึ่งอยู่ในป่าอย่างกลมกลืน เมื่อทนทุกข์
์ทรมานจากไข้ในป่า ก็จะมียาสมุนไพรในป่ามารักษาเบื้องต้น ฉันได้รับการดูแลจากหมอสมุนไพรด้วยเช่นกัน

แต่อาการมันหนักกว่าที่ฉันจะทนได้ เรื่องนี้จึงไปอยู่ที่การวินิจฉัยของหมอแผนปัจจุบัน ตามระบบความคิดแบบวิทยาศาสตร
์ที่ฉันเติบโตมา…ฉันเป็นโรคอะไร ต้องกินยาอะไร ปฏิบัติตัวอย่างไร ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของหมอ และฉันก็อยู่ด้วยความหวังว่า
หมอจะรักษาให้ฉันหายได้ และมันก็เป็นจริง ฉันมานั่งคิดกับตัวเองว่า “เราโชคดีละมั๊ง ที่เกิดมาเป็นคนไทย ที่มีบัตรประกันสุขภาพ เป็นนักศึกษาอีกต่างหากจึงมีสิทธิ์ที่ได้รับการรักษาจากหมอและได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้าหน้าที่พยาบาล”

จากความรู้สึกตรงนี้ ฉันได้ย้อนมองมาที่ชีวิตชาวกะเหรี่ยงซึ่งฉันได้สัมผัส มองถึงความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมานของพวกเขากับการ
ได้รับรักษาจากหมอนั้นจะเป็นอย่างไร

เรื่องราวที่ฉันได้เข้าสู่พื้นที่วิจัยสนาม เป็นบทเรียนแห่งชีวิตที่ไม่อาจ take course ได้ที่ไหน ฉันจึงอยากสะท้อนปัญหาให้เพื่อนพี่น้องชาวสังคมวิทยาและมานุษวิทยาได้รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของคนที่เกิดมาเป็น
มนุษย์เหมือนเรา…

ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคพิษสารตะกั่วที่ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ต้องรับเคราะห์กรรมซ้ำซ้อน เขาผิดหรือที่เกิดท่ามกลางป่าเขาแหล่งธรรมชาติอันสมบูรณ์แห่งนี้… ตลอดเวลาที่ปัญหาได
้รับการตีแผ่เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว

ทว่าการแก้ปัญหาของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับกระทำเหมือนการทำงานแบบขอไปที มีการถ่ายรูป ทำข่าวของหน่วยงานว่าได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านอย่างนั้นอย่างนี้… แต่ความจริงของการแก้ไขนั้นยังมิได้ทำให้ชีวิตชาวบ้าน
มีความปกติสุขเลย เมื่อสื่อมวลชนตีแผ่ปัญหาทีหนึ่งก็จะมาลูบหัวชาวบ้านที่หนึ่งแล้วก็เงียบหายไป…

ชีวิตของชาวบ้านจากการต่อสู้เรียกร้องด้วยภาวะความบอบช้ำทางกายและใจ ผ่านความสูญเสีย ความเจ็บป่วยของบุคคลอันเป็นที่รัก
เพื่อนบ้านที่มีอาการเจ็บป่วยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัว มือเท้าชา ปวด
ตามข้อ ปวดกระดูกจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นโรคตัวบวม ตาบอด
ปัญญาอ่อนและเสียชีวิต จนถึงทุกวันนี้

“มันช่างเฉื่อยชาเหลือเกินที่ความเป็นธรรมจะเกิดแก่คนตัวเล็กๆอย่างพวกเขา ความเท่าเทียมและโอกาสในการได้รับการรักษาอย่างจริงจัง จริงใจจะมีแก่คนกะเหรี่ยงบ้างหรือไม่” ฉันเฝ้าคิดกับตัวเอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบอกกับฉันว่า“ไม่เคยรู้เลยว่าพิษสารตะกั่วมันเป็นอย่างไร
เกิดมาเราก็รู้จักโรคแบบป่าๆ ของเราแต่โรคสารตะกั่วนี้ เราไม่รู้เลยจะรักษาอย่างไร”


ณ ปัจจุบัน เขารู้เพียงว่าถ้าเขาป่วย ถ้าเขาตายในวันนี้ ก็จะส่งผลต่อปากท้องและอนาคตของลูกๆ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร และก็ยังห่วงลูกหลานที่จะเกิดมาโดยไม่รู้เรื่องอะไรแต่กลับต้องมาเจ็บป่วยจากพิษสารตะกั่วที่เจือปนในลำห้วย คลิตี้แห่งนี้อีก…
พี่ระพูดกับฉันว่า “หมอติดป้ายว่างดกินปลากินน้ำในห้วยชั่วคราว แล้วจะให้เรากินอะไร และที่ว่าชั่ว
คราวนี้เมื่อไหร่ถึงเราจะกินได้”

เสมือนว่าการกระทำของสาธารณสุขจังหวัดที่เข้ามาติดป้ายงดจับสัตว์น้ำในห้วยคลิตี้ก็คือการตัดตอนวิถีชีวิตของชาวบ้านไปนั่นเอง
น๊อกิบอกอีกว่า“ปวดหัว ปวดข้อมือ แล้วก็ชาที่มือขวาอยู่ตลอดบางทีไม่มีแรงกำมีดเลยไปตรวจตะกั่วหมอก็บอกว่าไม่เกินเขาก็ไม่รักษาเรา
อยากบอกว่าเราก็กลัวตายเหมือนกันแล้วก็ห่วงลูกด้วย ถ้ามือทำงานไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรกิน”

ปัญหาที่ชาวกะเหรี่ยงประสบอยู่ตอนนี้ก็คือผู้ที่เรียกว่าหมอ ก็ยังมิได้หยิบยื่นจรรยาแพทย์ที่ต้องรักษาคนไข้โดยไม่เลือกเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติเมื่อชาวกะเหรี่ยงต้องการที่จะเข้ารับรักษาโรคพิษสารตะกั่วแต่ทว่าก็ยังต้องอยู่ในเงื่อนไขว่าต้องมีค่าตะกั่วในเลือดเกิน
มาตรฐานจึงจะรักษาได้ ที่ผ่านมาทางสาธารณสุขได้เข้าไปในพื้นที่เพียงเพื่อเจาะเลือดมาตรวจวัดค่าตะกั่วนับสิบครั้ง

แต่มิได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาให้สารตะกั่วลดลงจากร่างกายเลย และที่สำคัญการลงพื้นที่ของหมอมิได้พยายามเข้าใจในวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยงตลอดจนใช้คำอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ
ในภาษาแบบแพทย์
เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งการจัดการปัญหาของภาครัฐที่ต้องเอาผิดกับผู้ก่อปัญหาก็ยังคลุมเคลือ มีการเมืองภายในที่เคลือบแคลงไม่โปร่งใส…

เมื่อฉันได้เข้าไปสัมผัสตรงนี้ ก็ทำให้ได้คำตอบว่าบทชีวิตของฉันและเขา ซึ่งอยู่ด้วยระบบคิดและความหวังว่าหมอคือผู้ที่ต้องรักษา
ให้เราหายจากความเจ็บป่วย มีสุขภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรงอีกครั้งแต่ทว่าชีวิตพวกเขากลับกลายเป็นความหวังที่ดูริบรี่

นี่คือส่วนหนึ่งของความจริงในสังคมไทยที่เราต้องยอมรับว่าความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรมและการเมืองภายในนั้นมีอยู่ในทุกสังคมการไม่ได้รับสิทธิของความเป็นคนในกลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังเกิดขึ้นจริง
ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมานจากโรคพิษสารตะกั่วของชาวกะเหรี่ยงยังถูกมองข้ามไม่มีการแก้ไขที่จริงจัง
ที่ต้นตอของมัน

ฉันไม่รู้หรอกว่าปัญหานี้จะเป็นเรื่องของวาทกรรม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อิทธิพลมืด ความรู้ ความจริง ระบบโครงสร้าง ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองหรือวัฒนธรรมของระบบราชการ ตามที่นักวิชาการทั้งหลายได้บอกกล่าวในตำราวิชาการ

แต่ฉันอยากให้สังคมหันมามองถึงเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น มิใช่คิดเพียงแค่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มแต่สร้าง
ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และถ้าเรารู้ปัญหาแต่กลับนิ่งเฉยก็เสมือนว่าเรามีส่วนในการสร้างปัญหาให้เรื้อรังเช่นกัน…

โอกาสของชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างที่จะได้รับการรักษาพยาบาลด้วยความจริงใจและได้รับการฟื้นฟูลำห้วยที่เป็นสายเลือด
แห่งชีวิตของเขาคงจะเป็นจริงได้ ถ้าเราช่วยกันขับเคลื่อนโดยนึกถึงความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นเวทีหนึ่งที่ฉันได้เข้ามาส่งเสียงและชวนเพื่อนพี่น้องได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

ฉันเชื่อในพลังของชาวSoc-Anp CMU ที่ว่า..

…เหล่าพี่น้องพวกพ้องสังคมวิทยา ต่างศึกษาเพื่อมารับใช้มวลชน
มาพวกเรา มาช่วยมวลประชา ช่วยพัฒนาบรรดาพี่น้องชาวไทย
สังคมวิทยาต้องก้าวไกล ก้าวต่อไปด้วยใจที่มีพลัง…
............................................................................................................

* ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำแห่งแร่ของเหมืองแร่ตะกั่วที่ตั้งอยู่ต้นน้ำพิษสารตะกั่วได้เจือปนอยู่ในลำห้วยคลิตี้นับสิบๆปี
โดยที่ยังมิได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมเมื่อเวลาล่วงเลยไปชาวบ้านต้องเป็นผู้รับชะตากรรมเนื่องด้วยอยู่ในเขตพื้นที่ที่ถูกอำนาจแห่งความร
ู้ประกาศว่าพวกเขา"อยู่ในเขตพื้นที่แหล่งศักยภาพแร่"

อีกทั้งมีการประกาศห้ามกินปลาและจับสัตว์น้ำในลำห้วยซึ่งเป็นเสมือนการตัดตอนวิถีชีวิตและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พิษสารตะกั่วมีผลกระทบต่อทุกระบบอวัยวะในร่างกายทำให้ชาวบ้านเกิดอาการอ่อนเพลีย เจ็บตามข้อ เป็นเหน็บชา ปวดท้อง ปวดศีรษะ
และทำให้ถึงแก่ชีวิตในที่สุด

ตั้งแต่ปัญหาได้รับการตีแผ่ผ่านสื่อมวลชน (2537) จนกระทั่งปัจจุบัน (2546) ชาวบ้านคลิตี้ล่างต้องอยู่ในภาวะที่เผชิญกับ
ความเสี่ยงต่อความตายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ร่างกายพวกเขาในทุกขณะจิต ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปกว่า 30 ชีวิต อีกทั้งสัตว์เลี้ยง
วัว ควาย หมูและสัตว์อื่นๆ ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก หน่วยงานของภาคเอกชน ซึ่งได้ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เข้าดำเนินการเจาะเลือดเพื่อหาตัวอย่างสารตะกั่วในเลือดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผลการตรวจพบว่าชาวบ้านคลิตี้ล่าง มี
สารตะกั่วในเลือดเกินมาตรฐานทุกคน บางคนมีปริมาณที่สูงเกินมากถึง 48 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ซึ่งตามมาตรฐานของคนไทย
ไม่เกิน 4 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ถัวเฉลี่ย ต่อคนเกิน 20 ไมโครกรัม/เดซิลิตร

(ข้อมูลจาก ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ, "คลิตี้ในอ้อมกอดของตะกั่ว", โลกสีเขียว 9,5 (พ.ย.-ธ.ค. 2543) น. 27.
และ เว็บไซต์ของศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา สืบค้นจาก http://www.geocities.com/klity_creek/, วันที่ 18 เมษายน 2545.)

Soc-Anp CMU Community
www.socanpcmu.com
Webmaster : rojjanakard@socanpcmu.com